เรื่องแมว…เรื่องยาว (2)

วันหนึ่งในปีที่แล้ว ประมาณเดือนนี้และเป็นฤดูฝน พบแมวแม่ลูกอ่อนถูกทิ้งใกล้ที่ทำงาน เป็นแม่แมวสามสี กับลูก 5 ตัว เป็นลูกสีดำขาว 4 ตัว (ตัวผู้ 2 ตัว, ตัวเมีย 2 ตัว) กับสามสี 1 ตัว (ตัวเมีย) ลูกน่าจะประมาณ 1 เดือน ตัวแม่มีปลอกคอด้วย ถึงรู้ว่าโดนทิ้งมา คนที่ทำงานก็ช่วยกันเก็บมาใส่ไว้หลังรถกระบะมีหลังคาไว้ชั่วคราว แน่นอนว่าคนที่ทำงานมีทั้งคนชอบและไม่ชอบแมว นอกจากนี้ก็เลี้ยงแมวไว้ในที่ทำงานไม่ได้ จึงช่วยกันประกาศหาบ้านบนเฟซบุ๊ก ผ่านไปจนวันศุกร์ก็ยังไม่มีใครติดต่อมา ทีนี้มันจะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เราก็จะปล่อยเหล่าแมวไว้ในรถก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครคอยให้อาหารและเก็บขี้แมว เราจึงต้องเอากรงมาใส่ขนกลับบ้านทั้งครอบครัว

เอามาถึงบ้านแล้ว ตอนแรกเราก็ต้องขังแมวไว้ในห้องที่ไม่มีคนอยู่ แม่ก็บ่น ๆ ๆ ว่าจะทำบ้านสกปรก นอกจากนี้ดุ๋งดิ๋งก็ไม่ถูกกับแม่แมวสามสี ดุ๋งดิ๋งจึงไม่ยอมเข้าบ้าน จนกว่าเราจะขังสามสีไว้ในห้องมันถึงจะยอมเข้ามา แต่พอมันได้กลิ่นพวกลูกแมวมันก็หนี ต่อมาเราก็ย้ายครอบครัวแมวไปอยู่หลังบ้านเป็น open air ปล่อยอิสระมันเดินไปทั่ว เล่นไปทั่ว แต่มันก็ไม่เคยออกมาถึงหน้าบ้าน วันที่ฝนตกหรือถึงเวลานอนก็เก็บเข้ามาไว้ในครัว จึงไม่น่าจะมีปัญหา เวลาอยู่ข้างนอกสามสีจะคอยช่วยปกป้องลูก ขับไล่แมวใหญ่ทุกตัวที่เข้าใกล้ รวมทั้งดุ๋งดิ๋ง ดุ๋งดิ๋งจึงมีปัญหา พอมันหนีบ่อยขึ้น ๆ จนมันไม่เข้าบ้านอีกเลย แต่มันก็แวะมากินอาหารอยู่บางคราว กลายเป็นแมวจรเหมือนแม่มันไปเลย

เฟซบุ๊กไม่มีวี่แววว่าใครจะติดต่อมา อาจจะเป็นเพราะพวกลูกแมวตัวสีดำเลยไม่ชอบกันหมด (มันก็ไม่ได้ดำล้วนสักหน่อย ทีหมาดำยังเลี้ยงกันได้เลย) แม่จึงยื่นมือเข้ามาช่วยหาคนรับเลี้ยงพวกมัน วันหนึ่งระหว่างที่รีบจะออกไปทำงาน เราก็ก้มดูใต้รถเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีพวกลูกแมวอยู่ พอสตาร์ตรถแล้วถอยเท่านั้นเอง เสียงเมี้ยวดังลั่น และสัมผัสได้ถึงตัวรถที่มันสะเทือน เราออกไปดูเห็นลูกแมวตัวหนึ่งนอกดิ้นพรวด ๆ อยู่ ตัวอื่นวิ่งหนีไปหมด (แต่ยังอยู่ในบริเวณรั้วบ้าน) นั่นไงครับ ลูกแมวสีดำขาวตัวหนึ่งโดนเหยียบหัว กะโหลกเบี้ยวไปแถบหนึ่ง บอกเลยว่ายังไงก็ไม่รอด เราจึงต้องปล่อยให้มันจากไปอย่างสงบ แล้วเราก็เอาไปฝังไว้ในสวนข้างบ้าน สวดบทกรวดน้ำและแผ่เมตตาให้มัน ขอโทษนะแมวน้อย วันนั้นจึงไปทำงานสายอย่างไม่ตั้งใจ

ลูกแมวที่เหลือก็โตขึ้นจนเกือบสองเดือน และแม่แมวสามสีก็ยังอยู่ แม่บอกว่าให้เอามันไปทำหมันได้แล้ว เราก็เลยเอามันไปที่คลินิก หมอบอกว่าตอนนี้โรคหัดแมวกำลังระบาดยังไม่ควรทำ แต่เราก็ยังจะดื้อทำ ก่อนผ่าตัดหมอก็บอกว่าเหมือนจะเป็นลิวคีเมีย (โลหิตจาง) เพราะเหงือกซีดมาก ผ่าตัดเสร็จแล้วก็เอามาอยู่ที่บ้าน ก็เห็นสบายดี อาการดีขึ้นตามลำดับ พอ 7 วันผ่านไปสามสีเริ่มออกอาการเบื่ออาหารและอาเจียน พออาเจียนมันก็เจ็บคอกินอาหารไม่ได้ พยายามกินน้ำแต่ก็อ้วกหมด เราค้นหาข้อมูลดูบอกว่านี้เป็นอาหารของหัดแมว หรือไวรัสลำไส้อักเสบ และมันก็ติดแมวตัวอื่นได้ด้วย ผ่านทางน้ำลาย น้ำอ้วก น้ำฉี่ และขี้แมว ซวยแล้วไง! เอามันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์ หมอบอกว่าโรคนี้มีระยะฟักตัว 7 วัน ซึ่งก็พอดีครบวันที่ไปทำหมันมา หัดแมวมาจากคลินิกนั้นเอง! หมอบอกไม่สามารถรักษาให้หายไปทันที ต้องรักษาตามอาการ โดยประคองไว้จนกว่าร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานเอง โดยห้ามกินอาหาร แต่ให้สารอาหารผ่านน้ำเกลือแทน และทำให้ร่างกายอบอุ่น

โรคพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเจ้าของคนเก่าพาไปฉีดวัคซีนตั้งแต่แรก ทีนี้มันมีลูก ลูกมันก็ต้องไม่มีภูมิเหมือนแม่ มันติดกันแน่นอน เราจึงแยกแม่สามสีไว้ในห้องที่เคยเอามันมาครั้งแรกนั่นแหละ ส่วนลูกอยู่นอกห้อง (ยังอยู่ในบ้าน) ทีนี้มันมีอยู่ช่วงนึงที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ ความหนาวเย็นจากจีนพัดมา ทำให้อากาศหนาวเย็นลง 10 กว่าวัน (ในฤดูฝนเนี่ยนะ) เป็นผลให้การสร้างความอบอุ่นไม่ได้ผล อยู่ไม่ถึง 3 วัน อาการทรุดหนักแล้วก็ตาย เอาไปฝังไว้ใกล้ ๆ กับจุดเดิม เหลือลูกแมวอยู่ 4 ตัว ยังดีที่ลูก ๆ ของมันหย่านมแล้ว กินปลากระป๋องเองได้ ไม่แสดงอาการอะไร

ก้าง

ก้าง

ลูกแมวทั้ง 4 ตัว มีสีดำขาว 3 ตัว สามสี 1 ตัว เราไม่อยากให้พวกมันติดหัดจากแม่สามสี เราเลยพาไปฉีดวัคซีนรวมทุกตัว แต่หมอก็ไม่แนะนำอีก เพราะธรรมชาติของวัคซีนก็คือเชื้อโรคที่มีฤทธิ์อ่อน ถ้าร่างกายอ่อนแอก็จะเป็นโรคจากวัคซีนได้ แต่ความรู้สึกที่อยากจะรักษาชีวิตของพวกมันมีมากกว่า เลยให้ฉีด หารู้ไม่ว่านี่เป็นการเร่งอาการให้เกิดเร็วขึ้น

มีการติดต่อมาจากคนแถบนี้ว่าอยากได้ลูกแมวสักตัว หนุ่มสาว 2 คนมาหาที่บ้านและรับเอาตัวดำขาวตัวผู้ที่อ้วนนิด ๆ ไปเลี้ยง วันถัดมาพวกลูกแมวก็มีอาการเหมือนแม่มัน! คือเบื่ออาหารและอ้วก ค่อย ๆ เป็นทีละตัว โดยเฉพาะตัวที่ติดแม่มากที่สุดก่อน เราก็พยายามสุดชีวิตที่จะรักษาพวกมัน ลูกแมวของเราก็ค่อย ๆ ตายไปทีละตัว เอาฝังไว้ใกล้ ๆ ครอบครัวเดียวกัน ตัวที่เขาเอาไปมันก็ตายในเวลาไล่เลี่ยกัน เหลือหนูน้อยดำขาวตัวผู้ผอมกะหร่องตัวเดียว เราเรียกมันว่าก้าง ประคับประคองสุดชีวิต คอยให้น้ำเกลือ ถึงกับต้องลากกรงทั้งสายน้ำเกลือทุกวันมาที่ทำงาน เพื่อที่จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด เวลานอนก็ใส่กรงอบหม้อน้ำเดือดเพื่อให้อบอุ่นทุกวัน เพราะอากาศมันหนาวเย็นมากอย่างกับหน้าหนาว ถ้าน้ำเดือดหายร้อนก็ต้องไปต้มใหม่ แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ก้าง ตอนนี้เป็น บู๋บี๋

ก้าง ตอนนี้เป็น บู๋บี๋

พ้นช่วงอากาศหนาวผ่านไป ก้างดูเหมือนจะแข็งแรงขึ้น เริ่มกินอาหารได้ เราดีใจมาก เพราะเป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มมีภูมิต่อกรกับไวรัสได้ ให้น้ำเกลือต่ออีก 3-4 วัน จนแน่ใจแล้วว่าจะไม่เป็นอีก ทีนี้ก็เลยหายเป็นปกติ เข้าโปรแกรมฉีดวัคซีนตามที่หมอนัด มาถึงจุดนี้เราก็เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่าบู๋บี๋ เพราะมันไม่ผอมเป็นก้างแล้ว และเราก็รักบู๋บี๋มากอย่างกับลูกเลย

ส่วนดุ๋งดิ๋งไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย อยู่แต่นอกบ้าน ไม่เป็นโรคเพราะเขามีภูมิวัคซีนในตัว แต่ครบปีหมอนัดฉีดใหม่แล้ว ยังจับตัวไปหาหมอเป็นวรรคเป็นเวรไม่ได้

happy ending หรือยัง? บอกเลยว่ายัง

ขออภัยที่ไม่มีรูปแม่สามสี กับลูก ๆ พร้อมหน้ากันทุกตัว เพราะลบไปหมดแล้ว

Leave a Comment

Filed under บันทึกทั่วไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *